รวมกันเราอยู่ แยกหมู่เราตาย! E-Commerce & Social Commerce นาทีนี้อาจไม่ใช่แค่ใครดีใครได้

ต้องยอมรับว่าตอนนี้กระแสธุรกิจ E-Commerce ในบ้านเราเค้ามาแรงจริงๆ ทั้ง Alibaba ที่เข้ามาควบรวมกิจการ Lazada เอาไว้เอง ยังไม่นับรวมน้องใหม่สัญชาติเกาหลีอย่าง 11th Street ที่เพิ่งเข้ามาเปิดตัวในไทยสดๆ ร้อนๆ เห็นได้ชัดว่าธุรกิจ E-Commerce เติบโตแบบก้าวกระโดด และยังโตขึ้นได้อีกมาก แต่ถึงอย่างนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า Social Commerce ในบ้านเราก็มีบทบาทสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วช่องทางไหนมีแวว มาแรงมาวิน หรือช่องทางไหนต้องดิ้นเพื่อความอยู่รอด …ลองมาดู

โอกาสทองของธุรกิจนี้ ใครได้เปรียบเสียเปรียบมากกว่ากัน?
ความจริงเรื่อง E-Commerce กับ Social Commerce ถือว่าไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สิ่งที่น่าสนใจในตอนนี้คือ ใครสามารถล้วงตังค์จากกระเป๋าของผู้บริโภคได้ก่อนกัน!!
ถ้าจะพูดถึงข้อดีของ E-Commerce อย่างที่รู้ว่าธุรกิจนี้กำลังเติบโต จุดเด่นก็คือมีแพลตฟอร์มเว็บไซต์เป็นของตัวเองโดยแทบไม่ต้องพึ่งใคร มีพื้นที่ขายของส่วนตัว และที่สำคัญ การมีเว็บไซต์เป็นของตัวเองหรือขายสินค้าผ่าน Market Place มีความน่าเชื่อถือ ตรวจสอบได้ มีระบบการจัดการที่ง่าย (แน่หละ! Market Place บางแห่งก็จัดการให้เกือบทุกขั้นตอน) และสามารถต่อยอดทางธุรกิจได้มากกว่า แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีข้อเสียนะ หากลูกค้าอยากได้อะไร ก็ต้องเข้าไปเลือก แต่กว่าจะเจอไอเท็มที่ใช่ มันไม่ทันใจน่ะสิ เพราะยุคนี้มันต้องง่าย ต้องเร็ว แค่เสี้ยววินาทีบางทีความอยากก็กลายเป็นไม่อยากไปซะแล้ว
ต่างกับ Social Commerce ที่มีแพลตฟอร์มง่ายกว่า และฟีเจอร์บางอย่างที่พร้อมสนับสนุนอยู่แล้ว เพียงนำพาแบรนด์และสินค้าของตัวเองเข้าไป จากนั้นทำตามคำแนะนำของแต่ละโซเชียลมีเดีย แค่นี้ก็เริ่มขายของกันได้แล้ว! หากจะยกตัวอย่างโซเชียลมีเดียที่แบรนด์มักใช้เป็นช่องทางในการนำเสนอและขายสินค้า ก็คงหนีไม่พ้น Facebook ที่มักจะรู้ใจเราเสมอ หลายครั้งที่จู่ๆ สินค้าที่เรากำลังอยากได้โผล่ขึ้นมาที่หน้านิวฟีด ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เงินปลิวออกไปจากกระเป๋าของเราอย่างง่ายดาย แต่ถ้ามองอีกมุม มันเป็นแพลตฟอร์มที่เราควบคุมไม่ได้และไม่มีความแน่นอนเอาซะเลย

แล้วทั้ง E-Commerce และ Social Commerce ควรปรับตัวอย่างไร?
ถึงแม้ธุรกิจนี้จะเติบโตขึ้นมาก แต่ก็มีหลายรายที่ไม่ได้ไปต่อ แล้วจะทำอย่างไรให้เรายังมีตัวตนต่อไปในเกมนี้? อย่างที่ได้บอกไปแล้วว่ายุคนี้ต้องง่าย ต้องเร็ว แค่เสี้ยววินาทีลูกค้าก็เปลี่ยนใจได้ ขั้นตอนการซื้อขายจึงเป็นอีกเรื่องที่ต้องโฟกัส รวมถึงการจ่ายเงิน ต้องลองย้อนมาดูก่อนว่าช่องทางการชำระเงินของคุณง่ายพอแล้วหรือยัง ความจริงเดี๋ยวนี้มีช่องทางที่หลากหลายมากขึ้น ทั้ง E-Payment, E-Wallet, E-Money ซึ่งอีกหน่อยใครๆ ก็อาจใช้สิ่งเหล่านี้แทนเงินสดจนลืมไปเลยว่าเคยพกกระเป๋าสตางค์ และอีกสิ่งหนึ่งที่มองข้ามไม่ได้เลยก็คือ “คอนเทนต์” ยิ่งคอนเทนต์มีความสดใหม่ โดดเด่น น่าสนใจ และเข้าถึงอินไซด์ของกลุ่มคนที่เราต้องการจะสื่อสารมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีเกิดโอกาสในการที่ลูกค้าจะจดจำและกระตุ้นการซื้อขายได้มากขึ้นเท่านั้น

 

สิ่งที่แบรนด์ต้องทดไว้ในใจเสมอคือ เราจะพาแบรนด์และสินค้าของเราไปได้ไกลแค่ไหน? เช่นการต่อยอดทางธุรกิจ สามารถขายกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ อย่างชาวต่างชาติหรือจะหยุดแค่ทำการตลาดในไทย เพราะอย่าลืมว่าถ้าคุณสามารถขยายอาณาจักรของคุณได้ยิ่งใหญ่เท่าไหร่ หมายความว่ายอดขายก็จะเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น ให้พยายามคิดอยู่เสมอว่ามีคนเห็นสินค้าของเรามากพอหรือยัง? ถึงสินค้าเราจะเจ๋ง แบรนด์จะดีแค่ไหน แต่หากไม่เป็นที่รู้จัก โอกาสทางการขายคงหยุดอยู่กับที่
สุดท้าย การทำธุรกิจมันไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว บางวิธีที่ใช้ได้ดีกับแบรนด์นึง อาจไม่เวิร์คกับอีกแบรนด์ก็ได้ คุณจึงควรศึกษาข้อมูลให้มากที่สุดก่อนวางแผนและตัดสินใจว่าเลือกใช้ Marketplace และ Social Commerce อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทำควบคู่กันไป โดยใช้ Facebook เป็นตัวดึงคนเข้ามาที่เว็บไซต์ ที่สำคัญคืออย่าลืมอัปเดตข้อมูลข่าวสารใหม่ๆ เสมอ เพื่อนำมาใช้ปรับตัวให้อยู่รอดหรือแม้แต่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในยุคที่การแข่งขันดุเดือดเลือดพล่านขนาดนี้

Mookravee

You may also like